ทำใจอยู่นานว่าจะเล่าดีหรือไม่ดี
จนเจ้าตัวบอกว่าเล่าเถอะ อนุญาตให้เล่าได้
วันนี้มีเรื่องเล่าให้อ่านกันเพลินๆ อาจเป็นอุทาหรณ์
อุทาเห่าให้ใครหลายๆคนได้ไม่มากก็น้อย
เรื่องมีอยู่ว่า ครอบครัวของเพรียวนั้น ประกอบด้วย สามี เพรียว และลูกอีก 3 คน
ลูกชายคนเล็กยังไม่พร้อมนำเสนอ
คราวนี้ถึงตาลูกสาวคนโต ได้คุยกับลูกแล้วว่าจะเอาเรื่องมาเล่าล่ะนะ
ลูกโอเค เพรียวจึงนำมาเล่าได้ ลูกสาวคนโต หรือ "เจ้าณัท" หรือ "ลูกกบ"
ที่เพรียวกับสามีใช้เรียกกัน เรามีอายุห่างกันเกือบ 15 ปี
ใช่แล้ว เพรียวมีลูกคนแรกตอนอายุยังไม่เต็ม 15 ดี แต่สามีน่ะ
คนเดิม คนเดียวตลอดกาลนะจ๊ะ เพื่อนสนิทหรือคนรู้จักที่สนิทบางคน
หาว่าเพรียว รตด.(แรดแต่เด็ก) ไม่ช๊ายยยยยยย ไม่ใช่
บางคนอาจได้อ่านชีวิตในวัยเด็กของเพรียวบ้างแล้ว
แต่ถ้าใครยังไม่รู้ มาจะเล่าให้อ่านนะ
คือว่า ตอนเด็กๆเนี่ย ตอนที่ยังเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ ทุกอย่างราบรื่นดี
จนแม่เริ่มท้องคุณนาย(น้องสาว) ติดตามเรื่องของคุณนายได้ใน
คุณนาย
ที่บ้านที่ทำกิจการเรือประมงเริ่มมีปัญหา EBO (พ่อ) เริ่มโทษว่าเป็นเพราะคุณนาย
ทำให้โชคไม่ดี จากนั้นที่บ้านก็ล้มละลาย EBO ไม่ยอมทำงานทำการ
(เรื่องเล่าของ EBO ตามไปอ่านกันเองนะด้านขวาวีรกรรมเธอเยอะ)
วันๆเอาแต่กินเหล้า ในขณะที่แม่ไม่ยอมแพ้ ทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียว
จนกระทั่งวันหนึ่ง เพรียวจำได้ดี วันนั้นเป็นวันเกิดครบรอบของช่อง 3 นั่งดูรายการ
หัวเราะกัน 3 คนแม่ ลูก EBO กลับมา เมาอาละวาด ไล่แม่ออกจากบ้าน
จำได้ว่าช่วยแม่เก็บของไปร้องไห้ไป เพรียว,คุณนายและแม่ ไปอยู่บ้านอากงอาม่าด้วยกัน
ในคืนนั้นเลย
รุ่งขึ้น EBO โทรศัพท์มาหา จะคุยกับเพรียว ร้องไห้ บอกว่า
"พ่อไม่มีใคร" ให้กลับไปอยู่ด้วย สรุป คุณนายอยู่กับแม่ ส่วนเพรียวอยู่กับ EBO
อ้าว !!! แล้วมันเกี่ยวกันตรงไหน ใจเย็นๆจ้ะ ใกล้ละ
จากนั้นมา EBO ยังคงทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย (กินเหล้าเช้ายันเช้า)
แม่ย้ายไปอยู่กรุงเทพฯกับคุณนาย นานๆจะเจอกันที เพรียวเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น
เริ่มติดเพื่อน ติดเที่ยว แต่งตัวไปเรียน แต่ไ่ม่ถึงโรงเรียน จนมาเจอกับคุณสามี
คราวนี้หนักเลย กลับเช้าเกือบทุกวัน EBO ก็น่ารักนะ ไม่สนใจเลย เมาอย่างเดียว
เพรียวเอง ด้วยความที่อยู่กับพ่อที่เป็นแบบนี้ เวลามีปัญหาไม่รู้จะหันหาใคร
ก็ได้สามีนี่แหละ เป็นที่ปรึกษาและระบายความทุกข์ คบกันอยู่เกือบ 2 ปี
EBO ทนพฤติกรรมไม่ไหว เลยไล่ให้ไปอยู่กับแม่
ตอนนั้นเพรียวเพิ่งเรียนพานิชย์ปี 1 เทอมแรก แม่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ
คือ เพรียวเริ่มแพ้ท้อง แม่เลยพาไปตรวจปรากฎว่าท้องได้ 6 เดือนแล้ว
(อันนี้เพรียวไม่บอกใครแม้กระทั่งสามี) แม่ถามว่าใครเป็นพ่อเด็กให้เรียกมาคุย
ถ้าไม่รับผิดชอบก็ไม่เป็นไร แม่เลี้ยงได้ ตรงนี้ทำให้เพรียวเข้าใจว่าแม่รักเเพรียว
เพราะแม่ทำแต่งาน ไม่เคยแสดงความรักนอกจากให้เงินใช้ แต่พอเกิดปัญหา แม่ไม่ดุ
ไม่ว่าเพรียวซักคำ บอกแต่ว่า แม่จะไม่ให้เอาออก แม่จะไม่ทำลายหลาน
หลังจากนั้นเพรียวจึงบอกสามีว่าเพรียวท้องกับเค้านะ เค้าจะว่ายังไง
ถ้าไม่รับก็ไม่เป็นไรเพรียวเลี้ยงเองได้ ตอนแรกยอมรับว่ากลัวคำตอบที่ได้คือ "ไม่"
แต่กลับกัน เค้าบอกว่าเค้าจะรับผิดชอบเพรียวและลูกเอง
จากนั้นเค้าจึงให้แม่และพี่สาวมาเจรจากับแม่เพรียวที่บ้าน สรุปคือ
หลังเพรียวคลอดแล้ว สามีจะต้องมาอยู่กับเพรียวที่บ้าน โดยช่วยแม่ทำงาน
วันที่คลอดยังจำได้ดี แม่เพรียวทำงานกลับบ้านเกือบเช้า เพรียวเจ็บท้อง
ตั้งแต่ ตีสามตีสี่ แต่ไม่กล้าปลุกแม่ จนเช้า คุณนายเตรียมจะไปโรงเรียน
มาเห็นเข้าถามว่าเป็นอะไร เพรียวบอกเจ็บท้องสงสัยจะคลอด
คุณนายจึงไปปลุกแม่ให้ ไปถึงโรงพยาบาลกว่าจะคลอดได้
(เพรียวกระดูกเชิงกรานแคบไม่สามารถคลอดลูกเองได้ ต้องผ่าออก)
ลูกออกมาน้ำหนัก 3,030 กรัม
เพรียวได้เห็นลูกเป็นคนสุดท้าย เนื่องจากไม่เคยผ่าตัดมาก่อนทำให้ฟื้นตัวช้า
เวลาให้นมลูกซึ่งเป็นห้องรวม เป็นช่วงที่กระอักกระอ่วนใจที่สุด เพราะมีแต่คนมอง
(จะไม่มองได้ไง เด็กซะขนาดนั้น) พอกลับบ้าน แม่จ้างพยาบาลพิเศษมาช่วยเลี้ยงลูก
เจ้าณัทเลี้ยงไม่ยาก และมีความสามารถพิเศษคือ อมข้าวได้นานเป็นชั่วโมง
คำแรกที่ลูกพูดได้คือ "ต่อต๋อ ต่อต๋อ" เรียกพ่อนั่นเอง เพรียวเลี้ยงลูกจนอายุได้ 7 เดือน
แม่ก็ส่งเพรียวบินเดี่ยวไปเรียนต่อที่สิงคโปร์ เป็น 1 ปีที่ทุกข์ทรมานหัวใจสุดๆ
ไปอยู่แรกๆร้องไห้ทุกวัน คิดถึงลูก คิดถึงสามี คิดถึงบ้าน
เพรียวอยู่สิงคโปร์กินเฟรนชฟรายด์เป็นมื้อเที่ยงเกือบทุกวัน เพราะราคาถูกที่สุด
เนื่องจากเก็บเงินซื้อของกลับบ้านให้ลูก กลับมาเมืองไทย เข็ด ไม่กินเฟรนชฟรายด์อยู่หลายปี
อยู่ที่นั่นเรียนไม่ได้เรื่องได้ราว เรียกว่าไปเอาประสบการณ์ชีวิตมากกว่า
ต้องอยู่กับคนที่ไม่รู้จัก ภาษาก็พูดไม่ได้ ไปไหนก็ไม่เป็น จนขึ้นรถเมล์ได้
ซื้อข้าวซื้อของเองสบาย ใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ทำให้รู้จักคิดรู้จักมอง ไม่คิดแต่เรื่องตัวเอง
มองโลกได้กว้างขึ้น พอครบกำหนดกลับมา สามีเอาลูกไปรับที่สนามบินด้วย
ลูกเห็นหน้าลูกร้องไห้จ้าเลย ไม่ใช่เพราะคิดถึงเพรียวนะ แต่จำแม่ไม่ได้อ่ะ
ทำเอาน้ำตาซึมเหมือนกัน
จากนั้นมาก็ช่วยแม่ทำงาน จนลูกเริ่มเข้าโรงเรียน เรียนที่แรกที่เดียวกับญาติกัน
จำได้มีอยู่วันนึง ลูกกลับมาดีใจใหญ่ บอกวันนี้ได้แยกห้องไปอยู่ห้องใหม่ด้วย
เพรียวนึกว่าลูกเรียนดีถึงได้แยกห้อง ถามไปถามมากลายเป็นว่าลูกพูดมาก
เลยถูกแยกออกมาคนเดียวเป็นการทำโทษ สงสารก็สงสาร ขำก็ขำ
ด้วยความที่บ้านเพรียวไม่เข้มงวดกับเรื่องเรียน แต่ลูกของญาติเรียนเก่ง
จนครูเปรียบเทียบบ่อยๆว่านามสกุลเดียวกัน แต่ทำไมเรียนไม่เก่งเลย
(ลืมบอกไปว่า เจ้าณัทเป็นลูกของแม่และ EBO ทางนิตินัย)
แม่เพรียวได้ยินบ่อยเข้า กลัวเจ้าณัทจะคิดมาก เลยจับย้ายโรงเรียนซะเลย
คราวนี้ได้ดิบได้ดี เรียนโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งเจ้าณัทโชคดีตลอด
ตอนไปสมัคร ที่เต็ม แต่มีเด็กมาลาออกซึ่งเป็นชั้นที่ลูกต้องเรียนพอดี
เรียนนานาชาติตั้งแต่เล็กจนโต ต่างประเทศเคยไปแต่เมืองจีน(ไปช่วยยายขายของ)
พูดภาษอังกฤษมีแต่คนนึกว่าจบนอก ถือเป็นโชคดีของลูกที่ได้ภาษา
ตั้งแต่ลูกพอเริ่มรู้ความ เพรียวเล่าเรื่องที่เค้ามีอายุห่างกับเพรียวไม่เท่าไหร่
ให้ฟังตลอด และบอกลูกว่า "มี๊ไม่อายที่มีลูก ไม่ได้ขอข้าวใครกินซะหน่อย"
ลูกเองก็ดูจะรับได้ดี จนเริ่มเป็นสาว เวลาไปไหนลูกเรียก "มี๊" มีแต่คนหันมามอง
แล้วทำหน้าแปลกใจ ใหม่ๆก็เขิน หลังๆมาชินละ ยิ่งตอนนี้ยิ่งสบายใหญ่
ลูกๆ(ตัว)โตกันหมดแล้ว ไปไหนเหมือนเป็นเพื่อนกัน สนุกสนานดี
ให้คนงงกันเล่น คนไหนพี่คนไหนน้อง
เพรียวเรียนน้อย แต่จะสอนลูกทุกอย่างเท่าที่เราจะคิดได้ สิ่งไหนดี
สิ่งไหนควรไม่ควร ส่วนเค้าจะรับได้แค่ไหนนั้นเพรียวไม่รู้ แต่เรื่องที่ภูมิใจที่สุดคือ
ลูกๆไม่เคยเรียกร้องอยากได้นู่นได้นี่เหมือนคนอื่น ถ้าอยากได้จริงๆจะเก็บเงินซื้อกันเอง
ไม่มารบกวนเพรียวกับสามี เจ้าณัทตอนเด็กๆมีปัญหาบ่อย
ด้วยความที่เราสอนลูกไม่เหมือนคนอื่น คือให้รู้จักคิดมองเหตุและผล
ไม่ใช่พวกมากลากไป เลยทำให้ลูกเข้ากับเพื่อนที่เป็นคนไทยไม่ได้
เคยถูกเพื่อนแกล้งจนเพรียวต้องไปโรงเรียนบ่อยๆก็มี
(หนักสุดถูกเพื่อนผู้ชายเอาขาตั้งอะไรซักอย่างฟาดหน้า ทำเอาเกือบเสียโฉม
คู่กรณีถูกพักการเรียน) แต่ก็เอาตัวรอดมาได้จนโต เวลามีปัญหาอะไร
เราสองคนแม่ลูกจะคอยเป็นที่ปรับทุกข์ให้กันและกัน
คุยกันไปร้องไห้กันไปก็บ่อย ด้วยความที่ห่างกันไม่มาก ทำให้บางครั้ง
ลูกเป็นทั้ง ลูก,น้อง,เพื่อน ในเวลาเดียวกัน เดี๋ยวนี้บังอาจมากขึ้น
ไม่เรียก "มี๊" เหมือนน้องๆแล้ว แต่จะเรียก "น้องอ้วนน่ารัก" แทน
หัวบล็อกเพรียว(รูปช้างทัดดอกไม้) ก็ฝีมือเจ้าณัทนี่แหละทำให้
คอมพิวเตอร์ที่เล่นเป็นก็เพราะลูกสอน ที่เล่ามา ไม่ใช่ว่าจะสนับสนุน
ให้เด็กวัยรุ่นเอาแบบอย่างเพรียวนะ แค่อยากจะบอกว่า
หากคิดจะรักสนุกต้องรู้จักป้องกัน แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว
ก็ต้องเลี้ยงเค้าให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้
เพรียวอาจโชคดีกว่าคนอื่น ที่มีโอกาสในชีวิตมากกว่า
แต่คนเราไม่ว่ามีหรือจน หากเราเลี้ยงลูกด้วยความรักและเหตุผล
เค้าย่อมจะโตเป็นคนที่ดีของสังคมได้ เพรียวชอบล้อเจ้าณัทบ่อยๆ
ว่า ทุกวันนี้ "มี๊ขายวัว ส่งควายเรียนหนังสือ" แต่นี่เพิ่งบอกไม่นาน
ว่าได้ A แล้ว 1 วิชา ปลื้มก็ปลื้มอยู่หรอก ไม่ได้หวังอะไรมากมาย
ขอแค่เค้าเรียนจบไปมีการมีงานทำ หาเลี้ยงตัวเองได้
ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็พอใจแล้ว
นี่แหละเรื่องราวทั้งหมดของ "เจ้าณัท" ลูกสาวที่อายุห่างกันไม่ถึง 15 ปี
แรกเกิด
ครบ 1 เดือน
ชุดนี้เก็บไว้ให้ลูกใส่ทั้ง 3 คน เหมือนเด๊ะ รับรองสำเนาถูกต้อง
เริ่มคว่ำ
เพรียวไม่อยู่แล้ว รูปในกรอบคือเพรียว
ผมเริ่มยาว
ท่าโปรดตอนเด็กๆ
ช่วงนี้ที่เริ่มมีปัญหา
หล่อมั๊ยล่ะ ลูกสาวนะไม่ใช่ลูกชาย
ปัจจุบันโตกว่านี้......เยอะ
บ๊าย บาย
แบบว่าอ่านสนุก อิอิ
ถ้ามีลูกก็อยากให้ลูกมีเหตมีผล
แบบนี้ล่ะค่ะ...แต่สมัยนี้
คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายเลี้ยงลูกไม่เป็นเอาซะเลย
ปล.อยากเห็นพี่เพรียวตอนวัยสะรุ่นจัง อิอิ
#1 By ❤NoRWAN❤ on 2011-06-10 12:56